เรื่องานของต้อม

ปลาโค่ยที่ไหล่ซ้าย เขียน

ต้อมเป็นนักศึกษารหัส 43 ตอนนี้ต้อมมีหน่วยกิจเทียบเท่านักศึกษาปี 3

ถ้าไม่มีอะไรผิดผลาดอีกไม่นานเขาจะต้องเอาใบปริญญามาฝากพ่อแม่ให้ได้ ต้อมคิดอยู่ในใจเสมอ ว่ามันก็อีกไม่นาน แต่สำหรับคนที่ต้องจ้างต้อมไปเรียนเขาไม่คิดอย่างนั้นสิ

นี่ต้อม ตั้งใจเรียนหน่อยสิ ดู๊ ดู ดู ลูกคนอื่นเค้าจบด๊อกเตอร์ไปกันหมดแล้ว

ค้าบๆๆๆ

นี่ถ้าปีหน้าเรียนยังไม่จบอีก แม่ไม่ส่งแล้วนะอีกอย่างงานการก็หัดทำบ้างนะเลิกขอตังแม่ซะทีสิ ฯลฯ (ผมคงไม่ต้องบรรยายคุณคงเดากันได้)

ค๊าบๆๆๆ

ใช่ว่าต้อมไม่เคยคิดเรื่องนี้ เค้าคิดเสมอแต่ว่ามันจะมีงานที่สุจริตงานไหนล่ะที่มันสบายได้เงินง่าย คิดแล้วคิดอีก คิดแล้วก็กลุ้ม เครียด ต้อมเอื้อมมือไปหยิบซองที่ฉลากเขียนว่า บุหรี่ทำร้ายลูก ข้างในซองเบาหวิวและว่างเปล่า เขาจึงหอบร่างกายจากหอพักเพื่อซื้อบุหรี่

ที่หน้าร้านสะดวกซื้อ ต้อมคีบมวนกระดาษสีขาว มีตัวหนังสือตัวเล็กๆพิมพิ์ตรงใกล้ก้นกรองสีน้ำตาลว่า L&M เข้าปากแล้วจุดสูบ เขาสังเกตเห็นกลุ่มชายหนุ่มอายุไม่น่าเกิน 18 ผิวพรรณขาวเนียน สวมสร้อยทองเส้นโต ในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีขาว กางเกงขาสั้นสีน้ำตาล เห็นแล้วก็พอจะเดาได้ว่าเป็นพวกลูกคนรวยที่เรียนโรงเรียนแถวนี้และเขาก็พอจะรู้อีกว่าเด็กพวกนี้กำลังมีอาการหงุดหงิดกับการซื้อเหล้าไม่ได้ เพราะว่าอายุยังไม่ถึง ต้อมยังดูดบุหรี่ของเขาต่อไป พร้อมกับคอยดูการแก้ปัญหาของเด็กพวกนี้

แล้วทำไมเราไม่แก้ปัญหาให้เขาล่ะ ด้วยความมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ ด้วยกันเองต้อมจึงเสนอทางออกให้กับวัยรุ่นหัวเกรียน ที่ยืนอยู่ตรงหน้า

            นี่น้องๆครับ พี่ว่าพี่ช่วยได้นะ ต้อมยื่นข้อเสนอ

            เราพอใจกันทั้ง สองฝ่าย อย่างที่อาจารย์เคยสอนเรื่องการทำธุรกิจ ทฤษฎี Win-Win Solution อะไรสักอย่าง ที่ว่าต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์

            ต้อมรีบวิ่งกลับขึ้นหอพักหยิบโทรศัพท์มือถือ โทรหาแม่ทันที

            หวัดดีคับแม่ แม่ครับผมมีงานทำแล้วนะครับ

            ไม่ต้องห่วงครับแม่ งานสุจริตคับ

            รับจ้างซื้อเหล้าให้เด็กที่อายุไม่ถึง 18 ครับแม่ ผมคิด 15% ของบิลทั้งหมด

เอาเป็นว่าช่วงนี้งานต้อมยุ่งมาก และเขาภาวนาให้รัฐบาลรีบออกกฎหมาย ห้ามคนที่อายุไม่เกิน 25 ซื้อเหล้า แหมมันคงจะดีไม่น้อย-ต้อมรำพึงอยู่คนเดียว 

 


ตี 1 . . .

น้ำหวานมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่ตรงหน้ามาเป็นรอบที่ 4 แล้วตั้งแต่หกทุ่ม ความคิดในหัวกำลังตีกันไปหมด  เพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะออกไปหาซื้ออะไรกินดีรึเปล่า  ในขณะที่ท้องก็ครวญครางไม่ยอมหยุดจนทำให้เธออ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง

. . .

น้ำหวานเป็นนักเรียนชั้น ม.6 จากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดบุรีรัมย์ที่ขอเงินพ่อแม่เข้ามาเรียนพิเศษในกรุงเทพฯ เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย  โดยหวังว่าโรงเรียนกวดวิชาที่มีชื่อเสียงเหล่านั้นจะทำให้มีชื่อของเธอติดหนึ่งในคณะที่เธอใฝ่ฝัน  แต่ในตอนนี้ความหิวซึ่งกำลังเป็นอุปสรรคต่อการอ่านหนังสือกำลังต่อสู้กับจิตใต้สำนึกของเธออย่างดุเดือด . . .

ความคิดนึงบอกน้ำหวานว่า

ออกไปเถอะ...หิวแบบนี้ใครจะมีสมาธิอ่านหนังสือรู้เรื่อง  คนที่บ้านตั้งความหวังกับเราไว้ตั้งเยอะ  ถ้าสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ล่ะก็...พ่อกับแม่จะต้องเสียใจแน่ๆ  แค่เดินออกไปหน้าปากซอยนี่เอง  ไม่เป็นไรหรอก  รีบไปรีบกลับก็สิ้นเรื่อง

ส่วนอีกความคิดนึงก็บอกว่า

ดึกดื่นป่านนี้จะออกไปได้ยังไง  เรายิ่งเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวอยู่ด้วย...ถ้าออกไปแล้วไปเจอฆาตกรโรคจิตฆ่าข่มขืนล่ะจะทำยังไง...บรื้อ!!!  แค่คิดก็น่ากลัวแล้ว  หนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวหน้าหนึ่งไม่เว้นแต่ละวันเรื่องผู้หญิงถูกฉุดไปข่มขืน  กรุงเทพฯเป็นเมืองที่น่ากลัวจะตาย...อย่าออกไปเลยดีกว่า

. . .จ๊อก..ก...ก!!!

ท้องร้องอีกแล้ว...รู้อย่างนี้ตอนเย็นน่าจะซื้อมาม่าเข้ามาไว้ด้วยดีกว่า

 

. . .

. . .ติ๊ง. . .ติ๊ง. . .

หลังจากนั้นไม่นานเสียงกระดิ่งที่ดังเข้ามาจากข้างนอกก็ปลุกให้น้ำหวานตื่นขึ้นมาจากความคิด   ด้วยความสงสัยน้ำหวานเลยแอบมองออกไปดูหาที่มาของต้นเสียง  แล้วสิ่งที่เธอเห็นก็ทำให้หัวใจของเธอเริ่มเต้นเร็วขึ้นด้วยความดีใจ  เพราะสิ่งที่เธอเห็นนั้นก็คือ. . .รถเข็นขายลูกชิ้น!!!

โอ้!...สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่างเห็นใจลูกช้างตัวน้อยๆคนนี้เหลือเกินที่ดลบันดาลให้มีรถเข็นขายลูกชิ้นผ่านเข้ามาแถวนี้

เธอจึงไม่รอช้ารีบเปิดต่างหน้าออกไปเพื่อเรียกให้ลุงคนขายลูกชิ้นหยุดรถรอเธอก่อน...แต่ในขณะนั้นเองความคิดนึงในหัวก็แล่นขึ้นมาทันทีว่า...

เดี๋ยวก่อน!!! ... ลองคิดดูดีๆสิ  ดึกดื่นป่านนี้จะมีใครเข้ายังเข้ามาขายของกันอยู่  จำเรื่องผีขายลูกชิ้นที่เคยได้ยินมาไม่ได้รึไง...ถ้าใครหลงเข้าไปซื้อลูกชิ้นเข้าล่ะก็  คนๆนั้นจะหายสาบสูญไปแม้แต่ศพก็ยังหาไม่เจอ  ดีไม่ดีลูกชิ้นที่ขายก็ทำมาจากเนื้อมนุษย์ทั้งนั้นแหล่ะ...โอ๊ย!  น่าขนลุกจะตายไป  อย่าไปซื้อเลย

(-.-)

แล้วน้ำหวานก็ปิดหน้าต่างและกลับมานั่งลงตามเดิม  ในขณะที่รถเข็นคันนั้นก็ค่อยๆเลี้ยวหายเข้าไปในอีกซอยหนึ่ง

 

...จ๊อก..ก...ก!!!

ให้ตายสิท้องร้องอีกแล้ว  รู้อย่างนี้ตอนเย็นน่าจะซื้อมาม่าเข้ามาไว้ด้วยดีกว่า

 

ตี 1 ครึ่ง . . .

น้ำหวานมองนาฬิกาที่ตั้งอยู่ตรงหน้ามาเป็นรอบที่  5  แล้วตั้งแต่หกทุ่ม  ความคิดในหัวกำลังตีกันไปหมด  เพราะตัดสินใจไม่ได้ว่าจะออกไปหาซื้ออะไรกินดีรึเปล่า. . .   


                                                              รูทเบียร์กับการบอกลาที่แสนเศร้า

            วันนี้ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า ต่างจากเมื่อสองวันก่อนที่ฟ้าไม่เป็นสีฟ้าอย่างที่ควรจะเป็น เธอนัดผมมาที่เดิม

            สองวันก่อน ฝนตกอย่างไม่ลืมหูลืมตา รถจักรยานยนต์ต้องอาศัยป้ายรถเมล์เป็นที่จอดชั่วคราว รถยนต์ต่างพร้อมใจกันเคลื่อนตัวช้าๆไม่ต่างจากมอบกู้ชาติ กลางสี่แยกปราศจากการเคลื่อนตัวของสิ่งมีชีวิตต่างๆนอกจากรถยนต์ ผมและเธอยืนเป็นเส้นแทยงตรงสี่แยก การยืนตากฝนไม่ได้ช่วยให้ความผิดหวังกลายเป็นความสมหวังได้ ผมมองเห็นเธอไม่ถนัด เหมือนที่ปัดน้ำฝนหน้ารถไม่ทำงานยังไงยังงั้น เธอก้าวเท้าออกจากที่ผมเห็นเธออย่างช้าๆ แต่ถึงช้าเพียงใดเธอก็มาถึงกลางสี่แยกได้ โดยที่ไม่มีรถคันไหนเห็น ท่ามกลางพายุฝน มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน ยืนอยู่กลางสี่แยก

         รถเมล์วิ่งฝ่าสายฝนด้วยความเร็ว ล้อที่เคลื่อนตัวผ่านน้ำที่รวมตัวกันเป็นแอ่งส่งผลให้น้ำกระจายเป็นทางยาวเหมือนสายรุ้ง ถ้าไม่มีใครทำอะไรในเวลานั้น เธอคงไม่รอดแน่ และผมก็เป็นคนที่ไม่เคยคาดหวังอะไรไว้กับคนขับรถเมล์อยู่แล้ว ผมวิ่งไปที่กลางสี่แยกที่เธอยืนอยู่ จะยืนกลางแขนออกสองข้างแล้วจ้องหน้ารถคันที่กำลังวิ่งเข้ามาด้วยความเร็ว หวังว่าคนขับจะเบรกแล้วรถจะมาจอดอยู่ตรงหน้า ผมและเธอคงไม่ต่างจากอึ่งอ่างตากแห้งแน่ๆ จะพุ่งไปหาเธอแบบในละครก็กลัวหัวเธอจะฟาดกับพื้น เป็นเจ้าหญิงนิทรา คงไม่ดีแน่ ผมตัดสินใจคว้าแขนเธอและดึงเข้ามาที่อก รถเมล์ห่างจากตัวผมแคบหยิบมือ ดูเธอยังตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อสี่วินาทีที่แล้ว แต่เมื่อเธอหายตกใจเธอได้แต่ร้องไห้และด่าผม ว่าทำไมต้องช่วยเธอ ผมไม่พูดอะไรนอกจากมองหน้าเธอแล้วทำหน้าแบบพระเอกมิวสิคกลางสายฝนและกล่าวสั้นๆว่า ผมไม่อยากให้คนที่มีค่าอย่างคุณต้องเป็นอะไรเพราะผู้ชายโง่ๆคนนึง เมื่อสิ้นเสียงผม ผมหันหลังแล้วรีบจ้ำเท้าออกจากกลางสี่แยกอย่างรวดเร็ว เมื่อมาถึงฟุตบาทข้างทางผมกลับไปมองเธอ เธอยังยืนอยู่ที่เดิม ผมตะโกนเรียกเธอให้รีบออกจากที่นั้น รถชน ผมไม่เข้าไปช่วยอีกน่า เธอหันมามองผมเหมือนจะตั้งสติได้ เธอรีบวิ่งออกจากกลางสี่แยกด้วยความเร็วเหนือเสียง

        ฝนยังคงตกหนัก ท้องฟ้ายามกลางคืนว่าน่ากลัว แต่ยิ่งถูกผสมกับสีแดงของฟ้าที่โกรธแล้ว เพิ่มดีกรีความน่ากลัวกว่าหลายเท่า ผมและเธอเดินตากฝนไปตามทางแยกใดแยกหนึ่งจากสี่แยกเมื่อกี้ เราสองคนไม่พูดอะไรกัน มีแต่ก้มหน้าก้มตาเดิน ผมรู้สึกว่าเสียงหัวใจของผมจะเต้นแรงกว่าเสียงฝนที่ตกลงบนท้องถนน ทำไมกัน ในใจผมคิดแต่ขายังก้าวต่อไป

          เมื่อฝนเริ่มทยอยกันเบาลง ผมชวนเธอแวะหลบฝนข้างทาง เธอมองหน้าผมและก็หัวเราะออกมา ต่างกันราวฟ้ากับดินเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา  ฝนจะหยุดแล้วทำไมพึ่งชวน ผมถึงกับอึ้ง เมื่อเห็นหน้าตาเธอชัดๆพร้อมกับเสียงของเธอ ผมบ่นในใจถึงชายคนไหนไม่รู้ ว่าทำไมถึงทิ้งเธอลง แล้วผมรู้ได้ไงว่าเธอถูกทิ้ง?

          ผมเคยอ่านเรื่องสั้นเรื่องหนึ่ง ที่เป็นเรื่องของชายคนหนึ่งที่เจอรักแรกพบบนรถเมล์อะไรทำนองนั้น ที่อ่านก็ไม่ใช่อะไร มีคนมาบอกว่าเรื่องนั้นสนุกมาก ผมเลยต้องอ่าน กว่าฝนจะหยุดสนิท เราสองคนก็คุยอะไรกันต่อมิอะไรมามากมาย มากมายจนทำให้ผมหลงรักเธอได้ ผมยาวดำผิวขาวตัวเล็กบวกกับเสียงที่มีเสน่ ทำให้ผมลืมเหตุการณ์ที่ผมพบมาเมื่อวานนี้ได้สนิท 

            เธอชื่อเบียร์ เกิดที่เมืองไทยแต่ไปโตที่เมืองนอก เธอกลับมาเที่ยวเมืองไทยครั้งนี้เป็นครั้งที่สอง ครั้งแรกเธอมาเมื่อปีที่แล้ว และก็เป็นปีที่ทำให้เธอได้รู้จักคำว่า รัก และเธอก็รักเขามาก มากขนาดเธอต้องกลับมาเมืองไทยอีก ครั้งนี้จึงเป็นครั้งที่สองที่เธอกลับมา แต่ทุกอย่างมันไม่เป็นอย่างที่เธอคิดไว้ เธอนั่งTaxiมาหาแฟนที่คอนโด หวังจะเซอร์ไฟส์ แต่กับเป็นเธอเอง ที่โดนเซอรไพส์อย่างสุดซึ้ง เธอเปิดประตูเข้ามาและพบว่าแฟนกำลังมีอะไรกับผู้หญิงอยู่  เธอรับไม่ได้ และเธอก็ไม่รู้จะทำอะไรต่อ เธอจึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย เธอยังเล่าไม่จบเธอก็เข้ามากอดผม กลิ่นน้ำหอมในตัวเธอลอยเข้ามายังจมูกผมจางๆ เสื้อยึดสีขาวที่เปียก ทำให้ลายของเสื้อชั้นในและผิวเด่นชัดขึ้น ริมฝีปากสีชมพูเอิบอิ่มกับดวงตาที่สิ้นหวัง ช่างเป็นอะไรที่ขัดกับความรู้สึกอย่างมาก ผมโอบเธอเข้ามาที่อก หน้าของเธอซบมาที่หลังใบหู ให้ตายสิแก้มเธอนุ่มจริงๆ ผมกอดเธอให้แน่นกว่าเดิม และเหมือนเธอจะรู้ เธอก็กอดผมแน่นเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ทันที ผมเอาจมูกหอมเธอที่ซอกคอ ไล่ตั้งแต่คอขึ้นมายังที่ริมฝีปาก จนปากเราทั้งสองประกบกัน เธอหยุดอยู่แค่นั้น เธออายจนแก้มทั้งสองเปลี่ยนเป็นสีชมพูอูมๆ เราทั้งสองลุกออกจากเก้าอี้ตัวนั้นทันที โดยที่ผมไม่รู้เลยว่าผมลืมถาม อะไรไปอย่าง

        เราเดินห่างจากสี่แยกที่เราพบกันได้ประมาณแปดร้อยห้าสิบเมตร ผมถามเธอว่าหิวไหม เธอกระโดดไปกระโดดมายังกับเด็กไม่มีผิด แล้วบอกว่าหิวๆๆๆๆ จนผมต้องรีบพูดตัดหน้า ได้ๆๆ  นั้นไงเซเว่นผมพูดไม่ทันจบประโยค เธอคว้าแขนผมแล้ววิ่งมาที่เซเว่น เราสองคนไม่ต่างอะไรจากเด็กที่วิ่งหาของเล่นเมื่อตอนเด็ก เมื่อถึงหน้าเซเว่นเธอยืนอยู่กับที่ไม่ยอมเข้าไป ทำให้ผมต้องออกแรงดึงแขนเธออีกครั้งแต่ครั้งนี้เธอเกรงตัวไม่ยอมขยับเหมือนที่ผ่านมา ผมเลยถามเธอว่าเป็นอะไร เธอตอบแล้วอมยิ้ม เผ่ยให้เห็นถึงลักยิ้มทั้งสองข้างอย่างชัดเจน  เธอเอามือเกาหัวแล้วพูดว่าเบียร์ไม่มีตัง   ผมหัวเราะออกมาโดยไม่รู้ว่าดังขนาดไหน  ดังขนาดที่เธอต้องเอามือตีที่หัวไหล่ผมแล้วก็งอนไปเลย จนผมต้องคว้ามือทั้งสองของเธอไว้ เธอหันหน้ามาด่าผมว่าทำไม ไม่มีตังแล้วหนักหัวนายหรอ และก็ทิ้งทวนด้วยคำว่า ไอ้คนชั้นสูง จนผมต้องแกล้งทำหน้าดุใส่

และพูดเสียงดังกว่าเดิม มือข้างไหนที่ตบผมเมื่อกี้พร้อมกับยกมือเธอทั้งสองข้างขึ้น สงสัยจะได้ผล เธอเปลี่ยนจากสีหน้าที่กำลังโกรธเป็นกลัวโดยทันที และเธอก็พูดอย่างช้าๆว่า ข้างซ้าย เบียร์ขอโทษนะ ไม่ได้ตั้งใจ   ไม่ได้ ผมยังคงเก๊กเสียงต่อไป ข้างซ้ายใช่ไหมที่ตบ เธอพยักหน้าเบาๆ นั้นๆอะไรผมชี้ไปทางด้านขวาเธอ เธอรีบหันไปดู ผมจึงเอาหน้าไปแทนที่ตำแหน่งเดิมก่อนที่เธอจะหันไป และไม่มีผิดเธอหันกลับมา ทำให้ริมฝีปากของเธอโดนกลับแก้มซ้ายของผมทันที ก่อนที่เธอจะเอามือทั้งสองรุมทุบที่ไหล่ซ้ายผม ผมต้องจับมือเธอไว้และรีบตัดบท ไม่หิวแล้วหรอ เธอถึงหยุด ผมรีบพูดต่อ หิวก็เข้าไปหาไรกินกันสิ ช้าเดี๋ยวเซเว่นก็ปิดหรอก เดี๋ยวมื้อนี้ผมเลี้ยงเอง ไม่ทันได้สิ้นเสียงของผมเธอก็เข้าไปเรียบร้อย ก่อนที่เธอจะโผล่หัวออกมาว่า เซเว่นบ้านเธอหรอปิด

            ออกจากเซเว่น เราหาที่นั่งแถวๆนั้น เป็นโต๊ะอาหารของค่ำคืนนี้ ผมถามเธอว่า หิวข้าวหรือหิวขนมกันแน่ ไม่เห็นมีข้าวเลย มีแต่ขนม  เธอมองหน้าผมทำหน้างง แล้วเกี่ยวอะไรกับเธอด้วยล่ะ แล้วเธอก็แกะขนมกินไปตามประสา ก่อนที่เธอจะถามผมว่า เบอร์เกอร์อันเดียวจะอิ่มหรอ ผมวางเบอร์เกอร์ลงแล้วหันไปคว้ากระป๋องเบียร์ในถุงออกมา เธอแย่งเบียร์จากมือของผมและวิ่งเข้าไปในเซเว่นทันที ก่อนจะออกมาพร้อมกับรูทเบียร์สองกระป๋อง เธอบอกสั้นๆว่า เบียร์ไม่ชอบผู้ชายกินเบียร์ ถ้าอันจะกินเบียร์เปลี่ยนเป็นรูทเบียร์แทนแล้วกัน  ผมไม่ทันจะได้ถามเธอว่าทำไม เธอก็ยื่นมาให้ผมกระป๋องนึง และอีกกระป๋องก็วางไว้ข้างผม ผมไม่ถามอะไรต่อ เพราะยังไงผมก็ยินดีอยู่แล้ว

        เธอชวนผมเดินออกจากที่นั้นหลังจากที่เราสองคนกินอะไรกันเสร็จ เราก้าวเท้าเดินไปเรื่อยๆทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนกัน ครั้งนี้เป็นครั้งที่เท่าไรไม่รู้ ที่เราสองคนเดินด้วยกัน ผมจับมือเล็กๆของเธอแล้วแกว่งไปตามจังหวะการเดิน เราสองคนหัวเราะกันมาตลอดทาง ทั้งๆที่ไม่ได้คุยอะไรกันมาก อย่างน้อยเธอก็ทำให้ผมลืมอะไรบางอย่างได้ และผมก็ทำให้เธอลืมอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน

         ห่างจากจุดที่เราพึ่งนั่งกินขนมได้ประมาณร้อยห้าสิบเมตร ผมหยุดเดินแล้วดึงเธอเข้ามากอด เธอไม่ขัดขืนแต่อย่างไร ผมจูบเธออีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งที่แล้ว ทุกอย่างเริ่มด้วยความดุดันและรวดเร็ว เราสองคนประกบติดกันเป็นร่างเดียว ผมพาเธอเข้าไปยังซอกตึกข้างๆ ทุกอย่างปราศจากผู้คนมีเพียงแต่แสงร่ำไรของท้องถนน ผมไม่รู้ว่าผมทำถูกหรือเปล่า ผมถอดเสื้อเธอ เธอถอดเสื้อผม ริมฝีปากของผมซุกซอนไปทั่วเรือนร่างของเธอ

          เพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา ทำให้ผมรักเธอเข้าอย่างจัง ทั้งๆที่ผมก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเธอเลย หรือเป็นเพราะเรามีอะไรกันจึงทำให้ผมหลงรักเธอ แต่ทุกอย่างก็ไม่มีความหมาย เพราะตอนนี้ผมมีคนที่น่ารักที่สุดอยู่ข้างๆ  ผมเดินจูงมือเธอมาตลอด จนมาถึงที่คอนโดของผม เราอาบน้ำด้วยกัน ไม่บ่อยนักที่ผมจะได้อาบน้ำกับผู้หญิง สุดท้ายเราก็ลงเอยด้วยการมีอะไรในห้องน้ำอีกรอบ

          เธอบอกว่าเธอมาที่เมืองไทยโดยไม่ได้บอกพ่อแม่ และเธอก็เชื่อว่าตอนนี้พ่อแม่เธอคงกำลังตามหาเธออยู่ เธอเล่าเรื่องของเธอพร้อมกับกำลังโกนหนวดให้ผม เธอถามผมว่าผมรักเธอไหม ผมไม่ทันได้อ้าปากตอบเธอ เธอก็หอมแก้มผมและครั้งนี้เธอเป็นฝ่ายเริ่ม จนเรามีอะไรกันเป็นครั้งที่สาม ผมยังไม่ได้ตอบอะไรเธอเลย

         เตียงนอนใบเดิมกับลายผ้าปูใบเดิม ผมและเธอนอนเปลือยอยู่ใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน เราใช้เวลาส่วนมากกอดกันแทนความรู้สึกทุกทอย่าง ผมมุดตัวเข้าไปในผ้าห่ม ซึ้งครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะมีอะไรกัน

         เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นทำให้ผมรู้สึกตัว เสียงโทรศัพท์เงียบทันทีที่ผมจะรับ ผมหันไปข้างๆเพื่อจะกอดเธอ แต่ทุกอย่างว่างเปล่าจนผมต้องตื่นขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อคืน คือความฝันหรืออะไรกันแน่ ทันใดนั้นผมหันไปเห็นโน้ตที่เธอเขียนเอาไว้บนหัวเตียง 10โมงพรุ่งนี้เราเจอกันที่เดิมนะ ลงชื่อเบียร์ใจผมไม่สามารถรอให้ถึงพรุ่งนี้ได้  วันนี้ทั้งวัน ผมออกตามหาเธอทั้งๆที่ไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน  และคำตอบที่ผมจะตอบเธอตอนที่อยู่ในห้องน้ำ ก็ดังออกมากลางสี่แยกของคืนวันนั้น

          10โมง ผมมารอเธอที่เดิม เธอไม่ได้บอกเอาไว้ว่าที่เดิมคือที่ไหนกัน จะทำไงดี นี่ก็10โมงแล้ว ทั้งกายและใจผมร้อนยิ่งกว่าน้ำต้มกาแฟเมื่อเช้า ผมตัดสินใจเริ่มเดินตั้งแต่กลางสี่แยก เดินไปตามทางที่เราเดินด้วยกันเมื่อคืนก่อน  และนั้นก็กลายเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุด  กว่าผมจะใช้เวลาเดินถึงที่สุดท้ายที่เราพบกัน เธอคงรอผมไม่ไหวแน่ และทุกอย่างก็เกิดขึ้นจริง ผมเดินมาถึงที่โต๊ะอาหารเมื่อคืนก่อน กระป๋องรูทเบียร์ของใครวางอยู่ หรือเบียร์เป็นคนซื้อมาเอง กระป๋องยังเย็นอยู่เลย แสดงว่าเบียร์พึ่งออกไปได้ไม่นาน ผมตะโกนพร้อมกับวิ่งเรียกเบียร์เหมือนคนบ้า แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะได้พบกับเธอ ผมเดินกลับมาที่เดิม เหมือนว่ารูทเบียร์จะทับอะไรสักอย่างไว้

กระดาษเอสี่พับแปดรอบทำให้ขนาดของมันเล็กลงพอที่จะถูกกระป๋องทับไว้ไม่ให้ปลิวไปไหน ใจผมจี๊ดขึ้นมาทันที คงไม่ใช้โน้ตที่เธอจะทิ้งไว้ให้ผมหรอกนะ 

          และทุกสิ่งก็หยุดไปชั่วขณะ ต่อหน้าตัวอักษรที่เรียงกันเป็นเรื่องเป็นราว เบียร์ขอโทษนะที่เบียร์ไม่ได้บอกลาอัน ก็อย่างที่เบียร์บอก เบียร์มาที่นี่เบียร์ไม่ได้บอกพ่อแม่ ป่านนี้เค้าคงตามหาเบียร์ให้วุ่นเลย จริงๆเบียร์ก็ไม่ได้รีบอะไรหรอก แต่เบียร์กลัวว่า ถ้าเห็นหน้าอัน เบียร์คงทำใจไม่ได้แน่  เบียร์ถึงไม่กล้าเจอหน้าอันไง เบียร์ต้องขอบใจอันที่ช่วยชีวิตเบียร์เมื่อคืนก่อน ถ้าไม่ได้อันวันนั้นเบียร์คงเป็นอะไรไปแล้วและต้องขอบใจที่ทำให้เบียร์คิดได้  อันทำให้เบียร์มีความสุขมาก สุขทั้งๆที่ที่เบียร์พึ่งเธอเรื่องร้ายๆมา มีคนบอกไว้ว่า การกระทำบางอย่างก็เพื่อตอบสนองบางอย่าง อันจะมองว่าเบียร์เป็นผู้หญิงไม่ดีก็ได้นะ เบียร์ไม่โกรธ  แต่อยากให้รู้ว่าสิ่งที่เบียร์ทำมันก็ออกมาจากใจเบียร์เหมือนกัน ทำไมเราต้องซีเรียสเนี้ย อันอยากรู้ไหมว่าทำไมเบียร์ถึงไม่ให้อันกินเบียร์ แต่ก่อนที่เบียร์จะบอก อันต้องสัญญากับเบียร์ก่อนนะ  ว่าไง? อ่านมาถึงตอนนี้ น้ำตาของผมก็ไหลออกมาอย่างไม่ตั้งใจและผมก็สัญญา   อันสัญญาแล้วนะ อย่าผิดสัญญาล่ะ ที่เบียร์ไม่อยากให้กินเบียร์เพราะ มันตรงกับชื่อเบียร์ไง เบียร์ไม่อยากให้อันกินบ่อยๆ เดี๋ยวอันจะเบื่อซะก่อน และที่สำคัญ เบียร์ให้อันกินไปแล้วไง หลายรอบด้วยสิ ต่อไป กินรูทเบียร์แทนแล้วกัน OKน่ะ รูทเบียร์ทำมาจากรากต้นไม้ด้วย  เบียร์ก็มั่วไปงั้นแหละ  แต่สัญญาต้องเป็นสัญญานะ อิอิ เบียร์ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะได้กลับมาเมืองไทยอีก หรืออาจไม่ได้กลับมาอีกเลย โชคดีนะอัน ลาก่อน      รัก

         เมื่อแหงนมองท้องฟ้า ทุกอย่างอ้างว้างไปหมด  วันนี้แม้แต่เสียงลมพัดยังรบกวนจิตใจ ผมไม่รู้ว่าร่างกายผมยังปกติดีอยู่หรือเปล่า เลือดในร่างกายไหลวนเวียนสลับที่ แขนขาเหมือนถูกตรึงด้วยตะปู น้ำตายังไหลไม่หยุดหยอด ผมเหลียวไปที่กระป๋องรูทเบียร์ ยิ่งเป็นการเร่งเล้าให้น้ำตาไหลออกมา ผมทำอะไรไม่ได้ นอกจากมองแล้วพูดกับกระป๋องรูทเบียร์ ว่า ลาก่อนโชคชะตา

           

                                                                                        Bugsam110


                                   ที่คั่นหนังสือตั๋วรถเมล์กับการเดินทางของชายชนชั้นล่าง

       การเดินทางของชายหนุ่ม ที่พึ่งพาอาศัยรถเมล์เป็นยานพาหนะนำพาร่างและหัวใจไปณจุดหมายที่ใจปรารถนา  และก็เหมือนทุกวันที่เขาต้องเลือกนั่งรถเมล์คันเดิม ณ ที่เดิม ไม่น่าแปลกที่กระเป๋ารถจะจำเข้าได้ 

        สิ่งที่เขาทำได้ขณะนั่งรถก็คืออ่านหนังสือ แต่ก็มีบ้างที่เขาจะพักสายตาหันไปมองดูรถของคนที่ตีตราเขาว่าชนชั้นล่าง  ที่ๆเขานั่งประจำ เขารู้สึกหดหู่กับที่นั่งตัวนี้ คงเป็นเพราะอายุการใช้งานของมัน ที่นับวันจะเริ่มอ่อนแอและทรุดโทรมเหมือนกับใจของเขา แต่ที่สะดุดตากว่าความเก่าของเก้าอี้ เขาเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่สอดอยู่ตรงขอบหน้าต่าง หน้าต่างที่กั้นเขากับคนชั้นสูง สี่แยก สี่แยกที่แยกเขากับใครคนนั้น 

         ในเวลาที่รถติดบวกกับเสียงฝนพรำ เขาพยามหาอะไรต่อมิอะไรที่จะทำได้ในเวลานั้น เขาหยิบแผ่นกระดาษที่ถูกเสียบไว้ที่ริมหน้าต่างมันก็เป็นแค่ตั๋วรถเมล์ธรรมดาใบหนึ่ง เพียงแต่เจ้าของจงใจเสียบมันเอาไว้ เขาครุ่นคิดในการกระทำของคนที่จงใจเสียบมันไว้ ว่าเพื่ออะไร ซึ้งจากประสบการณ์ที่เขานั่งรถเมล์มาตลอดทั่งชีวิต

ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องทำแบบนี้ เขาพลิกดูด้านหลังของตั๋วรถเมล์ มีข้อความในนั้นว่า ทำไมต้องทำแบบนี้  ซึ้งถ้าดูผิวเผลิน ก็เป็นเพียงข้อความที่เขียนขึ้นโดยดินสอกดธรรมดา ไม่ได้มีความหมายอะไรมากมาย แต่ในใจของเขา มันเป็นข้อความที่ไม่ธรรมดา ซึ้งเขาก็ไม่สามารถตอบตัวเองได้ ว่าทำไม ไม่ได้เขาต้องทำอะไรสักอย่างปานเป็นเดือดเป็นร้อน แต่เขาก็ยังไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับเจ้าของข้อความ เขายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าข้อความนี้ ผู้หญิงหรือผู้ชายเป็นคนเขียน เด็กหรือผู้ใหญ่เป็นคนมาสอดมันไว้  

       เขาใช้เวลาบนรถหมดไปกับการจ้องข้อความในตั๋ว ราวกับมีตัวอักษรมากมายที่ให้เข้าอ่านได้ไม่มีหมด เมื่อใกล้ถึงปลายทาง  เขาหยิบดินสอเปลี่ยนไส้ที่อยู่ภายในกระเป๋าเสื้อด้านซ้ายออกมา เขาเลือกไส้ที่แหลมที่สุด แล้วบรรจงเขียนข้อความบนตั๋วรถเมล์ที่เขาพึ่งได้จากกระเป๋ารถเมล์อย่างช้าๆ  การกระทำบางอย่างก็เพื่อตอบสนองบางอย่าง อย่าคิดมากเลยครับ  แล้วเขาก็สอดมันไว้ที่เดิม ที่เดิมที่มันเคยอยู่

        เมื่อกลับมาถึงบ้าน บ้านที่คอยปลอบประลอมหัวใจของเขามาตลอดยี่สิบห้าปี ในหัวของเขายังไม่หยุดคิดเรื่องข้อความบนตั๋วรถเมล์ แม้กายของเขาจะอ่อนล้าจากการทำงานที่เหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เขาเผลอหลับไปโดยที่หัวของเขายังคงนึกถึงข้อความนั้นอยู่  

        เช้านี้อากาศสดใสกว่าเมื่อวาน เขาพร่ำกับแก้วกาแฟสีดำใบโปรดเป็นประจำทุกเช้า  เขาออกเดินทางไปยังที่ทำงาน โดยรถเมล์สายเดิมแต่ไม่ใช้คันเดิมมันทำให้เขาฉุดคิดถึงข้อความที่เขาพบเจอเมื่อวานนี้ และเขาก็ไม่แน่ใจกับข้อความที่เขาได้เขียนและสอดมันไว้ที่เดิม ว่ามันจะยังอยู่ที่เดิมหรือเปล่า ถึงอยู่เขาก็ไม่แน่ใจว่าเจ้าของข้อความนั้นจะได้เห็นข้อความของเขาหรือไม่ เขาได้แต่ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามในสิ่งที่มันควรจะเป็น

        ตะวันเหลือเพียงครึ่งเดียวจากขอบฟ้ามันเป็นเวลาเดียวกันกับเขา ที่ต้องยืนรอรถ รถที่เหมาะสำหรับคนอย่างเขา รถเมล์มาแล้ว สมองส่งสัญญาณให้เขารับรู้ แต่ขาของเขากับยืนนิ่งไม่ตอบสนองกับคำสั่ง เขายืนอยู่ที่เดิม รถเมล์คันที่สองผ่านไป แต่ขาของเขาก็ยังไม่ขยับไปไหน คันที่สาม ขาของเขาก็ยังเฉยดังกับต้องคำสาป รถคันนี้เหมือนจงใจวิ่งมาจอด ให้เขากับประตูขึ้นลงมาอยู่ตรงหน้าเขา ในตำแหน่งที่เขายืนนี่สิ ไม่น่าจะมีรถเมล์คันไหนจะมาจอดเพื่อให้ผู้โดยสารขึ้นลง  เพราะตำแหน่งที่เขายืนมันห่างจากจุดศูนย์กลางของป้ายออกไปประมาณแปดเมตรครึ่ง เพื่อที่เขาจะได้วิ่งขึ้นรถ  เขาคิดว่าถ้าเขาได้วิ่งขึ้นรถมันเป็นอะไรที่สนุกและสร้างสีสันให้กับชีวิตของเขา ไม่น้อยไปกว่าการเข้าฟิตเนตแพงๆที่ชนชั้นสูงมักทำกัน มันช่างบังเอิญจริงๆที่รถจะมาจอดตรงนี้ ทำให้สายตาเขาเหลือบไปเห็นที่ที่เขาเคยนั่งเป็นประจำ  แต่วันนี้มันไม่ว่างเหมือนทุกวัน ผู้หญิงผมยาวผิวขาวหน้าตาน่ารักแต่งตัวสะอาดจนเกินกว่าที่จะมานั่งรถเมล์ ดวงตาของเธอแดงกร่ำ ตาขาวใสกว่าปกติเหมือนพึ่งผ่านการหลั่งของน้ำที่ออกมาทางตา เขารีบวิ่งขึ้นก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกจากตำแหน่งนั้นอย่างช้าๆ วันนี้คนน้อยกว่าปกติ คงเป็นเพราะรถคันนี้วิ่งตามคันข้างหน้าอย่างติดๆ ทำให้ผู้โดยสารอาศัยรถเมล์คันที่มาถึงก่อน เขามองหาที่ว่างที่ใกล้กับที่ที่เขานั่งประจำ เขาเลือกนั่งข้างหลังเธอและจ้องมองเธอจากทางด้านหลัง ผมยาวดำเงาปกคลุมแผ่นหลังของเธอ เขามองไปที่ขอบหน้าต่าง ที่ที่เขาได้พบกับข้อความ และที่เดียวกับที่เขาได้เสียบเอาไว้เมื่อวันก่อน มันหายไป หรือว่ายังไง เขาชักไม่แน่ใจว่ารถคันนี้เป็นคันเดิมกับคันที่เขานั่งเมื่อวานหรือเปล่า แต่เมื่อเขามองไปยังหมายเลขรถที่ติดอยู่เหนือคนขับ ทำให้เขาแน่ใจว่ารถคันนี้เป็นคันเดิมกับเมื่อวานแน่นอน แล้วตั๋วรถเมล์ที่เขาสอดไว้หายไปไหน หรือจะเป็นไปได้ไหมว่าคนที่ทำความสะอาดรถจะเก็บไปทิ้ง หรือว่ามันจะปลิวไปกับแรงลมที่เข้ามาปะทะ นานาเหตุผลที่มันจะหาย  เขาทำได้เพียงการมองเธอจากทางด้านหลัง จู่ๆเธอก็หยิบดินสอกดจากกระเป๋าสะพายข้างออกมา  ดินสอแท่งนั้นเขาเคยเห็นบนห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ที่เขาชอบไปยืนดู หวังว่าสักวันจะมีไว้ครอบครอง และที่นั้น ก็เป็นสถานที่คนชั้นสูงชอบไปใช้เวลาว่างกัน  ว่าแต่เธอหยิบมาทำอะไรเขาไม่อาจรู้ได้ เขาพยายามเหลือบมอง แต่ก็ไม่เห็นอย่างที่ใจต้องการ เธอก้มหัวเหมือนกำลังอ่านอะไรสักอย่าง  เขายังไม่ทันได้มองไปที่ปลายผมของเธอ ทันใดนั้นเธอก็ลุกขึ้นพร้อมเก็บดินสอที่พึ่งเอาออกมา เธอไม่แคร์ว่าดินสอมันจะใช้งานได้หรือไม่หลังจากที่เธอยัดมันเข้ากระเป๋า แต่ก่อนที่เธอจะเอื้อมมือไปกดกริ่งเหมือนว่าเธอจะนึกอะไรได้ เธอเอาตั๋วรถเมล์สอดไว้ที่เดิมกับที่ผมพบในวันแรก รถจอดทั้งๆที่เธอยังไม่ได้กดกริ่ง เธอร้องบอกให้คนขับเปิดประตูให้ เพราะรถกำลังติดไฟแดงอยู่ที่สี่แยกพอดีพี่คนขับค่ะรบกวนเปิดประตูให้หน่อยค่ะ คนทั้งรถหันมายังแหล่งกำเนิดเสียง ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยได้ยินเสียงใครที่สามารถตรึงใจของเขาได้เท่านี้มาก่อน ไม่แปลกเลยที่คนทั้งรถจะหันมามองเธอ ใบแก้มที่ขาวเปลี่ยนเป็นสีชมพูโดยถนัด  คนขับรีบดึงคันยกเปิดประตูทันทีพร้อมตะโกนบอกเธอ ระวังรถทางซ้ายด้วยน่ะจ๊ะ จนกระเป๋ารถที่นั่งข้างๆต้องแซวออกมาว่า คำพูดนี้ฉันต้องเป็นคนพูดนะ และเธอก็เดินลงอย่างระมัดระวัง เขามองเธอตามหลังจนรถเคลื่อนตัวออกจากสี่แยกนั้น เหลือเพียงกลิ่นน้ำหอมลางๆที่เป็นสิ่งสุดท้ายหลังจากที่เธอเดินลง กลิ่นนั้นเขาเดาได้ไม่ยาก ว่าต้องเป็นของเธอแน่นอน เพราะด้วยลมที่พัดมามีเธอคนเดียวที่ยืนอยู่ก่อนที่รถจะเคลื่อนตัวออกจากสี่แยก เขารีบลุกออกจากที่ที่เขานั่งไปยังที่ที่เธอคนนั้นนั่งเ เขาหยิบตั๋วรถเมล์ที่เธอได้สอดมันเอาไว้ออกมาอย่างระมัดระวัง พร้อมกับคลี่มันออกช้าๆ ขอบคุณนะค่ะ ฉันได้เห็นข้อความคุณแล้ว ขอบคุณที่เป็นห่วง ทุกอย่างหยุดไปชั่วขณะ แม้กระทั้งหัวใจของเขายังหยุดเต้น เขาได้ยินแต่เสียงเข็มวินาทีจากนาฬิกาที่ข้อมือขวาของเขาดังสามครั้ง เขาได้พบแล้ว เธอเจ้าของข้อความนั้น ทุกอย่างเหมือนความฝันไม่มีผิด แล้วเมื่อไรเขาถึงจะได้พบกับเธอคนนั้นอีก สิ่งเดียวที่เขาทำได้คือการเขียนข้อความตอบกลับ คุณยังดูเศร้าอยู่เลย สู้สู้นะผมเอาใจช่วย และเขาก็ภาวนาให้พบกับเธอคนนั้นอีก

        ทุกๆวันเขาจะเขียนข้อความและสอดไว้ตรงที่เดิม ข้อความแล้วข้อความเล่า และทุกๆข้อความที่เขาเขียน เขาจะสอดมันไว้ที่ตำแหน่งเดิมตลอด ไม่มีข้อความตอบกับแม้แต่ข้อความเดียว และเธอคนนั้นเขาก็ไม่เคยพบอีกเลย เหตุการณ์ผ่านไปตามกาลเวลา  ทุกครั้งที่เขาพักสายตาจากการอ่านหนังสือ เขาจะเอาตั๋วรถที่เธอเขียนเอาไว้มาเป็นที่คั่นหนังสือ และทุกๆครั้งที่เขาคั่นหนังสือเสร็จ เขาจะมองไปยังเก้าอี้ที่เธอนั่งในวันนั้นอยู่เป็นประจำ  แปลกที่เก้าอี้ตัวนั้นดูสะอาดและแข่งแรงกว่าที่เขาเคยนั่ง เขาไม่สามารถตอบตัวเองได้ ว่าเหตุการณ์ที่เขาได้พบเจอนั้น มันหมายความอะไร แต่อย่างน้อยก็ทำให้เขาได้รู้อะไรบางอย่าง บางอย่างที่คนทุกชนชั้นต่างพร้อมใจกันเรียกว่า รักแรกพบ   

        ตั้งแต่นั้นมาเขาก็ไม่เคยได้พบกับเธอคนนั้นอีกเลย ไม่รู้ว่าพรหมลิขิตหรือโชคชะตาจำนำพาเขาให้พบกับรักแท้ก่อนกัน

                                                                             

                                                                                                Bugsam110

 


© 2008 Multiply, Inc.    About · Blog · Terms · Privacy · Corp Info · Contact Us · Help